บทที่ 2 ตอนที่ 1: สลัดทิ้งซึ่งอดีต
ตอนที่ 1: สลัดทิ้งซึ่งอดีต
อสนีบาตฟาดฟันแหวกม่านราตรี เสียงฟ้าคำรามกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนฟ้าแห่งนคร สายฝนเม็ดใหญ่สาดกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้
มู่หรงหนิงอันก้าวเท้าออกจากโถงใหญ่แห่งจวนอ๋อง แผ่นหลังของนางตั้งตรงสง่างาม แม้พายุฝนจะสาดซัดจนอาภรณ์ไหมสีแดงสดเปียกปอนลู่แนบไปกับเรือนร่าง ทว่าจังหวะการก้าวเดินของนางกลับไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่การเหลียวหลังกลับไปมองบุรุษผู้เป็นสามี และสตรีเสแสร้งผู้นั้น
ความหนาวเย็นของสายฝนที่กรีดแทงลงบนผิวหนัง ไม่อาจเทียบได้กับความหนาวเหน็บในจิตใจที่นางเคยเผชิญมาตลอดสามปีในฐานะชายาเอกแห่งจวนอ๋อง
เมื่อครั้งอดีต มู่หรงหนิงอันเคยเป็นสตรีที่โง่งม ลุ่มหลงในรักจนยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของบุตรีสายตรงแห่งตระกูลแพทย์หลวง ยอมเก็บซ่อนพรสวรรค์และความรู้ด้านสมุนไพรที่สืบทอดมาจากบรรพชน เพียงเพื่อสวมหน้ากากสตรีผู้เพียบพร้อมและโง่เขลา หวังเพียงให้หลิงเทียนซูหันมามองนางด้วยความรัก ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเย็นชา การหมางเมิน และท้ายที่สุดคือยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่เกือบคร่าชีวิตนางไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
ในห้วงแห่งความเป็นความตายตอนที่พิษกำเริบ นางดิ้นรนทุรนทุรายอยู่บนเตียงเตาที่หนาวเหน็บ ไร้ซึ่งหมอ ไร้ซึ่งคนดูแล มีเพียงชุยจู๋ สาวใช้คนสนิทที่คอยร่ำไห้เช็ดตัวให้นาง วินาทีที่ลมหายใจรวยริน ความจริงอันโหดร้ายก็กระจ่างชัดในใจ หลิงเทียนซูไม่เคยรักนาง และสตรีที่เขารักอย่างเซียวหว่านเอ๋อร์ก็หาใช่ดอกบัวขาวบริสุทธิ์ แต่เป็นอสรพิษที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ภายใต้หน้ากากผู้อ่อนแอ
นางรอดตายมาได้เพราะใช้เศษเสี้ยวเรี่ยวแรงสุดท้าย ฝังเข็มสกัดจุดและกลืนกินยาสมุนไพรถอนพิษที่นางแอบซ่อนไว้ในหีบสินเดิม นับจากวินาทีที่นางรอดพ้นจากประตูนรก มู่หรงหนิงอันคนเก่าที่โง่งมได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงสตรีผู้สืบทอดวิชาแพทย์แห่งตระกูลมู่หรง และมารดาที่ค้นพบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์สายเลือดที่ไม่ได้เกิดจากความรักของบิดา
มือเรียวบางที่ซีดเผือดจากการกรำฝนยกขึ้นโอบประคองหน้าท้องที่ยังแบนราบของตนเองโดยสัญชาตญาณ แววตาของนางวาวโรจน์ทะลุม่านฝน
‘ลูกแม่... บิดาของเจ้าไร้หัวใจ แต่แม่จะไม่ยอมให้เจ้าต้องเกิดมาเป็นหมากในกระดานชิงอำนาจของใคร เราจะไปจากที่นี่ ไปให้ไกลที่สุด’
นางเร่งฝีเท้าลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดินที่ซับซ้อนของจวนอ๋อง มุ่งหน้าไปยังเรือนท้ายจวนอันทรุดโทรมและห่างไกลผู้คน ซึ่งเป็นสถานที่ที่นางถูกสั่งกักบริเวณเมื่อหลายเดือนก่อน
เมื่อผลักบานประตูไม้ที่ผุพังเข้าไป ภายในห้องที่มืดมิดก็ปรากฏแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ ชุยจู๋ สาวใช้ร่างเล็กที่รอคอยอยู่ก่อนแล้วรีบถลาเข้ามาหานางพร้อมกับเสื้อคลุมกันหนาวและผ้าขนหนูแห้ง
"พระชายา! รีบเช็ดตัวก่อนเถิดเพคะ หากต้องลมเย็นนานกว่านี้ พระวรกายจะทนไม่ไหว แล้วยังคุณชายน้อยในครรภ์อีก..." ชุยจู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางช่วยปลดเปลื้องชุดไหมสีแดงที่เปียกชุ่มออกอย่างเบามือ
"ชุยจู๋ ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าให้เลิกเรียกข้าว่าพระชายา นับจากวินาทีนี้ไป ข้าคือมู่หรงหนิงอัน เพียงสตรีธรรมดาผู้หนึ่งเท่านั้น" หนิงอันเอ่ยเสียงเรียบ ขณะรับเสื้อผ้าชุดใหม่มาสวมใส่ มันไม่ใช่ชุดผ้าไหมหรูหรา แต่เป็นชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีเทาหม่นดั่งเช่นสตรีชาวบ้านทั่วไป
"เพคะ คุณหนู..." ชุยจู๋ปาดน้ำตา "ทุกอย่างเตรียมพร้อมตามที่คุณหนูสั่งแล้วเพคะ รถม้าจอดรออยู่ที่ตรอกซอกหลังจวน ป้ายผ่านทางออกจากเมืองหลวงก็จ่ายเงินซื้อจากพ่อค้าเถื่อนเรียบร้อยแล้ว ส่วน... ร่างนั้น..."
ชุยจู๋ชี้มือที่สั่นเทาไปยังมุมมืดของห้อง บนเตียงไม้เก่าคร่ำคร่า มีร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ นางคือสาวใช้ท้ายเรือนที่ป่วยด้วยโรคระบาดและสิ้นใจไปเมื่อหัวค่ำ หนิงอันได้ใช้เงินก้อนสุดท้ายซื้อร่างของนางมาอย่างลับๆ จากครอบครัวที่ยากไร้ เพื่อนำมาใช้ในแผนการสละคราบจั๊กจั่น
หนิงอันเดินเข้าไปใกล้ศพไร้วิญญาณ นางถอดปิ่นทองคำประดับระย้า กำไลหยกประจำตระกูล และแหวนหยกแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของชายาเอก สวมใส่ให้กับศพอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงสวมชุดผ้าไหมสีแดงที่เปียกชุ่มของตนเองทับลงไปบนร่างนั้น
"ขออภัยที่ต้องล่วงเกินร่างของเจ้า แต่ข้าสัญญาว่าจะทำบุญกรวดน้ำไปให้" หนิงอันพึมพำเบาๆ
จากนั้น นางก็หยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีดำออกมาจากหีบไม้ใบเล็ก ภายในบรรจุน้ำมันสกัดจากยางไม้ที่มีคุณสมบัติติดไฟง่ายและเผาไหม้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนางใช้เวลาแรมเดือนในการสกัดมันขึ้นมาอย่างลับๆ นางเทน้ำมันนั้นลงบนร่างของศพ บนเตียง และตามผ้าม่านเก่าๆ ภายในห้อง
"คุณหนู แผนการนี้จะตบตาท่านอ๋องได้จริงหรือเพคะ เขามีเครือข่ายหอเงาที่สืบข่าวได้ทั่วแผ่นดิน หากเขารู้ว่าคุณหนูยังไม่ตาย..."
"ไฟจะเผาผลาญทุกสิ่งจนเหลือเพียงเถ้ากระดูกและเครื่องประดับที่หลอมละลายเพียงครึ่งเดียว" หนิงอันอธิบายด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "ต่อให้เป็นหมอชันสูตรที่เก่งกาจที่สุดในนคร ก็ไม่อาจแยกแยะกระดูกของสตรีวัยเดียวกันที่ถูกเผาจนเกรียมได้ ยิ่งไปกว่านั้น หลิงเทียนซูหยิ่งผยองเกินไป เขาไม่มีทางเชื่อว่าสตรีที่เขามองว่าโง่เขลาอย่างข้า จะสามารถวางแผนหลบหนีและจัดฉากการตายได้แนบเนียนถึงเพียงนี้ เขาจะคิดว่าข้าคิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะความน้อยใจ"
หนิงอันหยิบผงยาสมุนไพรสีคล้ำจากตลับไม้ขึ้นมาผสมกับน้ำเล็กน้อย ก่อนจะนำมาทาลงบนใบหน้าและลำคอของตนเองรวมถึงชุยจู๋ ฤทธิ์ของสมุนไพรทำให้ผิวพรรณที่เคยขาวผ่องดูหมองคล้ำและมีรอยด่างดำคล้ายคนตรากตรำทำงานหนัก เปลี่ยนรูปโฉมของสตรีผู้สูงศักดิ์ให้กลายเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีใครเหลียวแล
"ไปกันเถิด ก่อนที่ทหารยามจะเดินตรวจตรามาถึงบริเวณนี้"
หนิงอันหยิบตะเกียงน้ำมันขึ้นมา ก่อนจะโยนมันลงบนกองผ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำมันยางไม้
พรึ่บ!
เปลวเพลิงสีส้มแดงลุกพรึบขึ้นในพริบตา มันลามเลียกลืนกินผ้าม่านและเตียงไม้เก่าอย่างรวดเร็ว ความร้อนระอุแผ่ซ่านปะทะใบหน้า หนิงอันยืนมองกองเพลิงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังใช้ไฟนี้ชำระล้างความโง่เขลาและความเจ็บปวดในอดีตให้มอดไหม้
เสียงฟืนปะทุและควันไฟเริ่มลอยคลุ้ง นางหันหลังกลับ ดึงฮูดของเสื้อคลุมขึ้นปิดบังใบหน้า แล้วก้าวเดินออกไปทางประตูลับหลังเรือน โดยมีชุยจู๋ประคองอยู่เคียงข้าง
พายุฝนภายนอกยังคงโหมกระหน่ำ ช่วยกลบเสียงฝีเท้าและร่องรอยการหลบหนีของพวกนางได้อย่างหมดจด เมื่อทั้งสองออกจากกำแพงจวนอ๋องได้สำเร็จ รถม้าเก่าๆ คันหนึ่งก็จอดซุ่มรออยู่ในความมืด ชุยจู๋รีบประคองหนิงอันขึ้นรถ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ แล้วตวัดแส้เบาๆ ให้ม้าออกเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่ไร้ผู้คน
เวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม เสียงระฆังเตือนภัยจากหอคอยกลางเมืองก็ดังหง่างเหง่งแหวกม่านฝน ตามมาด้วยเสียงตะโกนโหวกเหวกของทหารยามที่ออกลาดตระเวน
"ไฟไหม้! ไฟไหม้ที่เรือนท้ายจวนอ๋อง! รีบนำน้ำมาดับไฟเร็วเข้า!"
หนิงอันเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นเล็กน้อย ทอดสายตามองกลับไปยังทิศทางของจวนอ๋อง เปลวเพลิงสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สว่างวาบฝ่าความมืดมิดและสายฝนที่สาดเท บัดนี้ มู่หรงหนิงอัน ชายาเอกแห่งอ๋องได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วอย่างสมบูรณ์
รถม้าเก่าซอมซ่อเคลื่อนตัวฝ่าสายฝนมาถึงประตูเมืองทิศใต้ ทหารยามประจำประตูเมืองสวมเสื้อกันฝนฟางยืนถือหอกด้วยท่าทางเกียจคร้าน เมื่อเห็นรถม้าวิ่งเข้ามาใกล้ ทหารนายหนึ่งก็ยกมือขึ้นตะโกนสั่งให้หยุด
"หยุด! ยามวิกาลห้ามผู้ใดเข้าออกเมืองหลวง พวกเจ้าเป็นใคร!"
ชุยจู๋กระโดดลงจากรถม้าด้วยท่าทางนอบน้อม ยัดถุงเงินที่บรรจุเหรียญทองแดงจำนวนหนึ่งใส่มือทหารยาม พร้อมกับยื่นป้ายไม้ผ่านทางที่ประทับตราปลอมแปลงอย่างแนบเนียน
"ใต้เท้าโปรดเมตตาด้วยเถิด พวกข้าน้อยเป็นพ่อค้าเร่รับซื้อสมุนไพร นายหญิงของข้าป่วยหนัก อาการกำเริบกะทันหัน หมอในเมืองหลวงล้วนส่ายหน้า ข้าน้อยจึงต้องรีบพานางกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิดในชนบททางใต้ นี่คือป้ายผ่านทางของพวกเราเจ้าค่ะ"
ทหารยามรับถุงเงินไปชั่งน้ำหนักในมือ ก่อนจะเหลือบมองป้ายไม้ผ่านทาง แล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูในรถม้า หนิงอันแสร้งทำเป็นไออย่างรุนแรง ใบหน้าที่ถูกทาด้วยยาสมุนไพรดูซีดเซียวและหมองคล้ำ นางนอนขดตัวสั่นเทาอยู่บนกองผ้าห่มเก่าๆ ดูราวกับสตรีชาวบ้านที่กำลังป่วยหนักใกล้ตายจริงๆ
"รีบไปๆ โรคระบาดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขืนตายในเมืองหลวงจะลำบากพวกข้าต้องมาเก็บศพ" ทหารยามโบกมือไล่อย่างรำคาญใจ
"ขอบพระคุณใต้เท้าเพคะ!"
ชุยจู๋รีบกระโดดขึ้นรถม้า คว้าสายบังเหียนแล้วบังคับรถม้าให้แล่นผ่านประตูเมืองบานใหญ่ที่ค่อยๆ เปิดแง้มออกเพียงเล็กน้อย รถม้าไม้เก่าๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด กลืนหายเข้าไปในความมืดมิดของเส้นทางสายใต้ ทิ้งนครที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงและบุรุษไร้ใจไว้เบื้องหลัง
ภายในรถม้าที่โคลงเคลง หนิงอันเอนหลังพิงผนังไม้ที่แข็งกระด้าง นางหลับตาลงช้าๆ มือยังคงกุมหน้าท้องของตนเองไว้แน่น การเดินทางที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น หนทางข้างหน้าย่อมเต็มไปด้วยความยากลำบากและการหลบหนี ทว่านางไม่มีวันยอมแพ้ นางจะใช้ทุกความรู้ทางการแพทย์ ทุกกลอุบาย และทุกหยาดเหงื่อ เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและลูกน้อย
‘หลิงเทียนซู... สตรีที่ท่านรัก ท่านจงเก็บรักษานางไว้ให้ดีเถิด ส่วนข้า มู่หรงหนิงอัน จะขอลิขิตชะตาชีวิตของตนเองนับจากนี้!’
